คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับคำถามว่า "ควรซื้ออะไร" แต่คำถามที่อาจสำคัญกว่าในระยะยาวคือ "ควรแบ่งเงินไปอยู่ในสินทรัพย์แต่ละประเภทเท่าไร" นี่คือการจัดสัดส่วนสินทรัพย์ หรือ Asset Allocation ซึ่งเป็นเหมือนการเลือกสูตรอาหารก่อนจะเลือกยี่ห้อวัตถุดิบ ถ้าสูตรไม่เหมาะ ต่อให้วัตถุดิบดีแค่ไหน อาหารก็อาจไม่ถูกปากคนกิน
ทำไมสัดส่วนถึงสำคัญ
สัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ที่เน้นเติบโต เช่น หุ้น กับสินทรัพย์ที่เน้นความมั่นคง เช่น ตราสารหนี้คุณภาพดีและเงินฝาก เป็นตัวกำหนดหลักว่าพอร์ตจะ
- โตได้แค่ไหนในระยะยาว สัดส่วนสินทรัพย์เติบโตมาก มีโอกาสโตมากขึ้น
- แกว่งแรงแค่ไหนระหว่างทาง สัดส่วนสินทรัพย์เติบโตมาก ความผันผวนก็มากตาม
- เราจะอยู่กับมันได้ไหม พอร์ตที่แกว่งเกินใจรับไหว มักจบด้วยการขายผิดจังหวะ
การจัดสัดส่วนจึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตที่ต้องการ กับความผันผวนที่ทนได้
ขั้นตอนคิดสัดส่วนของตัวเอง
ขั้นที่ 1: แยกเงินตามเป้าหมาย เงินแต่ละก้อนมีภารกิจต่างกัน เงินที่ต้องใช้ในสองปีกับเงินเกษียณในอีกยี่สิบปีไม่ควรใช้สัดส่วนเดียวกัน
ขั้นที่ 2: ดูระยะเวลา ยิ่งมีเวลานาน ยิ่งมีโอกาสรอผ่านช่วงผันผวน จึงอาจรับสัดส่วนสินทรัพย์เติบโตได้มากขึ้น ยิ่งใกล้วันใช้เงิน ยิ่งควรเพิ่มส่วนที่มั่นคง
ขั้นที่ 3: ประเมินความเสี่ยงที่รับได้ ทั้งด้านตัวเลขและด้านใจ ถ้าไม่แน่ใจ เริ่มแบบอนุรักษ์นิยมกว่าที่คิดไว้เล็กน้อย แล้วค่อยปรับ
ขั้นที่ 4: เขียนสัดส่วนเป้าหมายไว้ เช่น "เติบโต 60 มั่นคง 40" และกำหนดช่วงที่ยอมให้เบี่ยงได้ เพื่อใช้ในการปรับสมดุลภายหลัง
ขั้นที่ 5: เลือกเครื่องมือในแต่ละส่วน ขั้นนี้ค่อยมาเลือกผลิตภัณฑ์ โดยเน้นความเข้าใจ การกระจายตัว และค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
ตัวอย่างสมมติ: พอร์ตสามแบบกับเงิน 100,000 บาท
ลองดูภาพความต่างของพอร์ตสามแบบ (ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายแนวคิดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำสัดส่วน)
- แบบระมัดระวัง เติบโต 30,000 บาท มั่นคง 70,000 บาท ผันผวนน้อย โอกาสเติบโตจำกัด
- แบบสมดุล เติบโต 60,000 บาท มั่นคง 40,000 บาท อยู่ตรงกลางทั้งการเติบโตและความผันผวน
- แบบเน้นเติบโต เติบโต 85,000 บาท มั่นคง 15,000 บาท มีโอกาสโตมากที่สุด แต่ในปีที่ตลาดแย่ อาจเห็นพอร์ตลดลงมากที่สุดเช่นกัน
สมมติวันหนึ่งสินทรัพย์เติบโตลดลง 30% ในระยะสั้น พอร์ตระมัดระวังจะลดลงราว 9,000 บาท พอร์ตสมดุลราว 18,000 บาท และพอร์ตเน้นเติบโตราว 25,500 บาท (ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงของส่วนมั่นคง) คุณคิดว่าตัวเลขไหนที่ยังทำให้คุณทำตามแผนได้
ใช้เงินใหม่ช่วยจัดสัดส่วน
ถ้าพอร์ตปัจจุบันยังไม่ตรงกับสัดส่วนที่ตั้งไว้ ไม่จำเป็นต้องขายของเดิมทันที วิธีที่นุ่มนวลกว่าคือใช้เงินลงทุนใหม่ในแต่ละเดือนเติมเข้าส่วนที่ยังขาด เช่น ตั้งเป้าเติบโต 60 มั่นคง 40 แต่ตอนนี้เป็น 80 ต่อ 20 ก็ให้เงินใหม่ไหลเข้าฝั่งมั่นคงก่อนจนสัดส่วนเข้าใกล้เป้า วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนการซื้อขายและภาระภาษีที่อาจเกิดจากการขาย อีกทั้งยังไม่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในวันเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ลอกสัดส่วนคนอื่นมาใช้ เป้าหมายและชีวิตของแต่ละคนต่างกัน
- เปลี่ยนสัดส่วนตามข่าว ปรับบ่อยเพราะอารมณ์ ทำให้แผนไม่มีความหมาย
- ลืมนับเงินทุกกอง เช่น เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบัญชีอื่น ทำให้เห็นภาพไม่ครบ
- ตั้งแล้วไม่เคยดูอีก เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนจริงจะเลื่อนออกจากเป้าหมายเอง
สัดส่วนควรเปลี่ยนเมื่อชีวิตเปลี่ยน
สัดส่วนไม่ใช่เรื่องตั้งครั้งเดียวตลอดชีวิต เมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย รายได้เปลี่ยน หรือมีภาระใหม่ ควรกลับมาทบทวน หลายคนค่อย ๆ ลดสัดส่วนสินทรัพย์เติบโตลงเมื่อใกล้ถึงวันต้องใช้เงิน เพื่อลดโอกาสที่ตลาดตกหนักในจังหวะที่ไม่มีเวลารอให้ฟื้น
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาตก่อนตัดสินใจ
เริ่มใช้กับ FinFun
บันทึกสินทรัพย์ทั้งหมดใน Armory เพื่อดูมูลค่าจริงของแต่ละประเภท แล้วคำนวณสัดส่วนเทียบกับสัดส่วนเป้าหมายที่คุณเขียนไว้ในแผน จากนั้นผูกแต่ละก้อนกับภารกิจใน Goals เงินที่มีภารกิจชัดเจนจะรู้ว่าควรอยู่ในสูตรไหน