ลองนึกถึงก้อนหิมะเล็ก ๆ ที่กลิ้งลงจากเนินเขา ช่วงแรกมันโตช้าจนแทบมองไม่เห็นความต่าง แต่ยิ่งกลิ้งนานเท่าไร ผิวของมันก็ยิ่งกว้าง เก็บหิมะได้มากขึ้นในแต่ละรอบ จนสุดท้ายกลายเป็นก้อนใหญ่ที่ใครก็ต้องหันมามอง นี่คือภาพที่ใกล้เคียงที่สุดของ "ผลตอบแทนทบต้น" หนึ่งในแนวคิดที่ทรงพลังที่สุดของการเติบโตของเงิน
ทบต้นต่างจากไม่ทบต้นอย่างไร
สมมติว่าเงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละเท่า ๆ กัน (ซึ่งในชีวิตจริงไม่เป็นแบบนั้น แต่ใช้เพื่อให้เห็นภาพ)
- แบบไม่ทบต้น ผลตอบแทนที่ได้ถูกนำออกไปใช้ทุกปี เงินต้นเท่าเดิม ผลตอบแทนแต่ละปีจึงเท่าเดิม
- แบบทบต้น ผลตอบแทนถูกปล่อยไว้ในพอร์ต ปีถัดไปจึงคิดผลตอบแทนจากเงินต้นบวกผลตอบแทนเดิม ก้อนเงินจึงโตขึ้นเรื่อย ๆ
ความต่างในปีแรก ๆ ดูเล็กมาก แต่พอผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี เส้นกราฟทั้งสองจะแยกห่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างตัวเลขกลม ๆ
สมมติคุณลงทุน 100,000 บาท และสมมติว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% แบบทบต้นสม่ำเสมอ (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายเท่านั้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่คาดหวังหรือรับประกัน)
- หลังปีที่ 1 จะมีประมาณ 105,000 บาท
- หลังปีที่ 10 จะมีประมาณ 163,000 บาท
- หลังปีที่ 20 จะมีประมาณ 265,000 บาท
- หลังปีที่ 30 จะมีประมาณ 432,000 บาท
สังเกตว่า 10 ปีแรกเงินเพิ่มขึ้นราว 63,000 บาท แต่ 10 ปีสุดท้ายเพิ่มขึ้นราว 167,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้เติมเงินเพิ่มเลย นี่คือช่วงที่ก้อนหิมะใหญ่พอจะเก็บหิมะได้ทีละมาก ๆ
ตัวแปรสามตัวที่คุมเกมทบต้น
1. เวลา เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด คนที่เริ่มเร็วกว่าไม่กี่ปีอาจจบด้วยเงินที่ต่างกันมาก เพราะได้ช่วงท้ายที่โตเร็วเพิ่มขึ้น
2. อัตราผลตอบแทน ยิ่งสูงยิ่งทบเร็ว แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงและความผันผวนที่มากขึ้นเสมอ จึงไม่ควรไล่ล่าตัวเลขสูงโดยไม่ดูความเสี่ยง
3. ความต่อเนื่อง การถอนผลตอบแทนออกมาใช้บ่อย ๆ หรือหยุดลงทุนกลางทาง เท่ากับตัดก้อนหิมะให้เล็กลงทุกครั้ง
สิ่งที่คอยกัดกินพลังทบต้น
ผลตอบแทนทบต้นทำงานได้ในทางกลับด้วย สิ่งเหล่านี้ทบต้นในทางลบกับพอร์ตของคุณ
- ค่าธรรมเนียม ที่ดูเล็กน้อยต่อปี แต่ถูกหักจากก้อนเงินที่โตขึ้นทุกปี
- เงินเฟ้อ ที่ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลงเงียบ ๆ
- การขาดทุนหนัก เพราะถ้าเงินหายไปครึ่งหนึ่ง ต้องได้ผลตอบแทนกลับมามากกว่าครึ่งมากเพื่อกลับไปจุดเดิม
การดูแลสามเรื่องนี้จึงสำคัญไม่แพ้การหาผลตอบแทน
เริ่มเร็วกับเริ่มช้า ต่างกันแค่ไหน
ลองเทียบสองคนแบบสมมติ ใช้อัตราสมมติ 5% ต่อปีเท่ากัน
- ฟ้า เริ่มลงทุนปีละ 12,000 บาทตั้งแต่อายุ 25 ลงต่อเนื่อง 10 ปีแล้วหยุดเติม รวมเงินต้น 120,000 บาท จากนั้นปล่อยไว้จนอายุ 55
- ดิน เริ่มลงทุนปีละ 12,000 บาทตอนอายุ 35 ลงต่อเนื่องทุกปีจนอายุ 55 รวมเงินต้น 240,000 บาท
แม้ดินจะใส่เงินต้นมากกว่าเท่าตัว แต่ภายใต้สมมติฐานนี้ มูลค่าปลายทางของทั้งสองคนกลับอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เพราะเงินของฟ้ามีเวลาทบต้นนานกว่าถึงสิบปี ตัวอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าควรหยุดลงทุน แต่ชี้ให้เห็นว่า "ปีที่เริ่ม" มีค่ามากเพียงใด และถ้าฟ้าลงทุนต่อเนื่องไปด้วย ผลลัพธ์ก็จะยิ่งห่างออกไปอีก
นำไปใช้อย่างไรในชีวิตจริง
- เริ่มลงทุนแม้จำนวนน้อย เพื่อให้เวลาเริ่มทำงานให้เรา
- ตั้งลงทุนอัตโนมัติทุกเดือน แล้วเพิ่มยอดเมื่อรายได้เพิ่ม
- ถ้าได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย และยังไม่ต้องใช้ ลองพิจารณานำกลับไปลงทุนต่อ
- อดทนในช่วงแรกที่ยังไม่เห็นผล เพราะพลังจริงมักมาในช่วงท้าย
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ผลตอบแทนจริงขึ้นลงได้และอาจขาดทุน
เริ่มใช้กับ FinFun
บันทึกการลงทุนของคุณใน Armory เพื่อดูพอร์ตเติบโตไปตามเวลา และตั้งเป้าหมายระยะยาวใน Goals ให้เห็นว่าก้อนหิมะของคุณใหญ่ขึ้นแค่ไหนในแต่ละเดือน ความต่อเนื่องเล็ก ๆ คือสิ่งที่ทำให้เลเวลของคุณขึ้นไปเรื่อย ๆ