จำได้ไหมว่าเมื่อสิบปีก่อน ก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งราคาเท่าไร แล้ววันนี้ราคาเท่าไร ความต่างนั้นคือเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ รอบตัวเรา มันไม่ได้หยิบเงินออกจากกระเป๋าเราตรง ๆ แต่ทำให้เงินจำนวนเดิมซื้อของได้น้อยลงทุกปี เหมือนลูกโป่งราคาสินค้าที่ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเงินของเราไม่ลอยตามขึ้นไปด้วย ก็เท่ากับว่าเรากำลังจนลงโดยไม่รู้ตัว
ผลตอบแทนที่เห็น กับ ผลตอบแทนที่แท้จริง
- ผลตอบแทนที่เห็น คือตัวเลขที่พอร์ตแสดง เช่น ปีนี้โต 5%
- ผลตอบแทนที่แท้จริง คือการเติบโตของ "อำนาจซื้อ" หลังหักผลของเงินเฟ้อออกแล้ว
วิธีคิดคร่าว ๆ ที่ใช้กันบ่อยคือ
ผลตอบแทนที่แท้จริง ≈ ผลตอบแทนที่เห็น − อัตราเงินเฟ้อ
ถ้าพอร์ตโต 5% ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 3% อำนาจซื้อของคุณเพิ่มขึ้นจริงประมาณ 2% เท่านั้น และถ้าพอร์ตโต 1% แต่เงินเฟ้อ 3% แม้ตัวเลขในบัญชีจะเพิ่มขึ้น อำนาจซื้อกลับลดลง
ตัวอย่างตัวเลขกลม ๆ: เงิน 100,000 บาทในอีก 20 ปี
สมมติอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปีตลอด 20 ปี (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายเท่านั้น)
- ของที่วันนี้ราคา 100,000 บาท อีก 20 ปีอาจต้องใช้เงินราว 181,000 บาทจึงจะซื้อได้เท่าเดิม
- ถ้าเก็บเงิน 100,000 บาทไว้เฉย ๆ โดยไม่มีผลตอบแทน อีก 20 ปี อำนาจซื้อจะเหลือเทียบเท่าราว 55,000 บาทในวันนี้
- ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี ก็เพียงแค่รักษาอำนาจซื้อไว้ได้ใกล้เคียงเดิม ยังไม่ได้รวยขึ้น
- ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี เงินจะโตเป็นราว 321,000 บาท คิดเป็นอำนาจซื้อราว 177,000 บาทในมูลค่าวันนี้
ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นว่า การเติบโตที่มีความหมายคือส่วนที่ "เกิน" เงินเฟ้อ ไม่ใช่ตัวเลขดิบในบัญชี
เงินเฟ้อของคุณอาจไม่เท่ากับตัวเลขทั่วไป
อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศเป็นค่าเฉลี่ยของตะกร้าสินค้าและบริการ แต่ค่าใช้จ่ายของแต่ละคนต่างกัน บางหมวดอาจเพิ่มเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าการศึกษา ถ้าเป้าหมายของคุณผูกกับหมวดเหล่านี้ เช่น ทุนการศึกษาลูกหรือค่าใช้จ่ายสุขภาพหลังเกษียณ ควรเผื่ออัตราเพิ่มขึ้นของหมวดนั้นไว้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป้าหมายต่ำเกินจริง
วางเป้าหมายด้วยเงินมูลค่าอนาคต
เวลาตั้งเป้าหมายระยะยาว ลองทำสองขั้นตอน
- คิดเป้าหมายในมูลค่าเงินวันนี้ เช่น อยากมีค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเดือนละ 25,000 บาท ในราคาของวันนี้
- ปรับเป็นมูลค่าในอนาคต ด้วยอัตราเงินเฟ้อสมมติ เพื่อให้รู้ว่าวันนั้นต้องใช้เงินจริงเท่าไร
อีกวิธีที่ง่ายกว่าคือ คำนวณทุกอย่างด้วย "ผลตอบแทนที่แท้จริง" ตั้งแต่ต้น แล้วคิดเป้าหมายเป็นเงินมูลค่าวันนี้ทั้งหมด จะทำให้ตัวเลขเข้าใจง่ายกว่าโดยไม่ต้องแปลงไปมา
กฎ 72 ช่วยคิดเร็ว
อีกเครื่องมือที่ใช้ง่ายคือ "กฎ 72" นำ 72 หารด้วยอัตราเงินเฟ้อต่อปี จะได้จำนวนปีคร่าว ๆ ที่ราคาสินค้าจะเพิ่มเป็นสองเท่า เช่น ถ้าเงินเฟ้อสมมติ 3% ต่อปี ราคาของจะเพิ่มเป็นราวสองเท่าในประมาณ 24 ปี ในทางกลับกัน ก็ใช้คิดได้ว่าผลตอบแทนระดับหนึ่งจะทำให้เงินโตเป็นสองเท่าในกี่ปี เป็นการประมาณที่ไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ช่วยให้เห็นภาพได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดเครื่องคิดเลข
รับมือเงินเฟ้ออย่างไร
- ให้เงินระยะยาวได้เติบโต เงินที่ไม่ต้องใช้อีกหลายปี ไม่ควรจอดอยู่ในที่ที่ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อนานเกินไป ส่วนจะเลือกสินทรัพย์ใด ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่รับได้ร่วมด้วย
- เงินระยะสั้นยังต้องการความมั่นคง ไม่ควรเอาเงินที่ต้องใช้เร็วไปเสี่ยงเพียงเพราะกลัวเงินเฟ้อ
- เพิ่มยอดลงทุนตามรายได้ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ ยอดลงทุนก็ควรเพิ่มตาม
- ดูแลต้นทุน ค่าธรรมเนียมและภาษีทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลงอีกชั้น
- ทบทวนเป้าหมายทุกปี ปรับตัวเลขตามค่าครองชีพจริงที่เปลี่ยนไป
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน อัตราเงินเฟ้อและผลตอบแทนในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่การคาดการณ์
เริ่มใช้กับ FinFun
ลองเทียบค่าใช้จ่ายหมวดเดียวกันปีนี้กับปีก่อนใน Reports เพื่อดู "เงินเฟ้อส่วนตัว" ของคุณ แล้วปรับเป้าหมายระยะยาวใน Goals ให้สะท้อนราคาในอนาคต เป้าหมายที่คำนึงถึงเงินเฟ้อคือเป้าหมายที่ไปถึงแล้วใช้ได้จริง