สองคนลงทุนในสิ่งเดียวกัน วันที่ตลาดร่วงแรง คนหนึ่งนอนหลับสบายเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของการลงทุนระยะยาว อีกคนนอนไม่หลับทั้งคืนแล้วตื่นมากดขายทุกอย่างทิ้ง ความต่างไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ลงทุน แต่อยู่ที่ "ระดับความเสี่ยงที่รับได้" ของแต่ละคน ถ้ารู้จักตัวเองในข้อนี้ก่อน เราจะเลือกพอร์ตที่อยู่กับมันได้นานพอให้เงินเติบโตจริง
ความเสี่ยงที่รับได้มีสองด้าน
ด้านที่ 1: ความสามารถในการรับความเสี่ยง เป็นเรื่องของตัวเลข เช่น รายได้มั่นคงแค่ไหน มีเงินสำรองหรือไม่ มีภาระหนี้และคนที่ต้องดูแลมากน้อยเพียงใด และอีกนานแค่ไหนกว่าจะต้องใช้เงินก้อนนี้
ด้านที่ 2: ความเต็มใจรับความเสี่ยง เป็นเรื่องของใจ เมื่อเห็นพอร์ตติดลบ เรารู้สึกอย่างไร ยังทำตามแผนได้ไหม หรือจะตื่นตระหนก
ทั้งสองด้านต้องไปด้วยกัน คนที่ใจกล้ามากแต่ต้องใช้เงินในปีหน้า ไม่ควรเสี่ยงสูง ส่วนคนที่มีเวลาอีกหลายสิบปีแต่ใจไม่นิ่งเลย ก็อาจต้องเริ่มจากพอร์ตที่ผันผวนน้อยกว่าที่ตัวเลขบอก แล้วค่อย ๆ ขยับ
คำถามชวนคิด 6 ข้อ
ลองตอบแบบซื่อสัตย์กับตัวเอง
- ถ้าพรุ่งนี้รายได้หลักหายไป ฉันอยู่ได้กี่เดือนโดยไม่ต้องขายสินทรัพย์ลงทุน
- เงินก้อนนี้จะต้องใช้เมื่อไร ภายใน 3 ปี 3–10 ปี หรือมากกว่า 10 ปี
- มีคนที่พึ่งพารายได้ของฉันอยู่กี่คน
- ถ้าพอร์ตลดลง 20% ในเดือนเดียว ฉันจะทำอะไร ขายทิ้ง อยู่เฉย หรือซื้อเพิ่ม
- ฉันเคยผ่านช่วงที่เงินลงทุนลดลงจริง ๆ มาแล้วหรือยัง
- ฉันเข้าใจสิ่งที่ลงทุนอยู่มากพอจะอธิบายได้ไหมว่าทำไมราคาถึงลง
ข้อ 4 สำคัญมาก เพราะคำตอบในหัวตอนตลาดสงบ มักต่างจากสิ่งที่เราทำจริงตอนตลาดวุ่นวาย
คิดเป็นจำนวนเงิน ไม่ใช่แค่เปอร์เซ็นต์
เปอร์เซ็นต์ทำให้ความเสี่ยงดูนามธรรม ลองแปลงเป็นเงินบาทจะชัดขึ้น
สมมติคุณมีพอร์ต 200,000 บาท ถ้าตลาดผันผวนจนพอร์ตลดลง 20% ชั่วคราว คุณจะเห็นตัวเลขเหลือ 160,000 บาท หรือหายไป 40,000 บาท ลองถามตัวเองว่า 40,000 บาทนั้นเท่ากับเงินเดือนกี่เดือน และถ้าเห็นตัวเลขนี้จริง ๆ คุณยังทำตามแผนต่อได้หรือไม่
ถ้าคำตอบคือ "ไม่ไหวแน่" นั่นคือสัญญาณว่าควรลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงลง ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อฝึกคิดเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าตลาดจะลดลงเท่าไร
ทดลองก่อนด้วยเงินก้อนเล็ก
วิธีรู้จักตัวเองที่ดีที่สุดคือประสบการณ์จริง ถ้ายังไม่แน่ใจว่าใจรับความผันผวนได้แค่ไหน ลองเริ่มด้วยเงินจำนวนน้อยที่ถ้าลดลงไปบ้างก็ไม่กระทบชีวิต แล้วสังเกตตัวเองในช่วงที่ราคาขึ้นลง จดความรู้สึกไว้สั้น ๆ ว่าวันที่ติดลบเรารู้สึกอย่างไร และอยากทำอะไร ข้อมูลนี้มีค่ากว่าแบบทดสอบใด ๆ เพราะมาจากพฤติกรรมจริงของเราเอง เมื่อคุ้นเคยแล้วจึงค่อยเพิ่มจำนวนเงินหรือสัดส่วนความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่รับได้เปลี่ยนได้ตามชีวิต
ความเสี่ยงที่รับได้ไม่ใช่ค่าคงที่ มันเปลี่ยนเมื่อชีวิตเปลี่ยน เช่น
- เริ่มมีครอบครัวหรือลูก
- ใกล้ถึงเป้าหมายที่ต้องใช้เงิน เช่น ซื้อบ้านหรือเกษียณ
- รายได้เพิ่มขึ้นหรือมั่นคงขึ้น
- มีประสบการณ์ลงทุนมากขึ้น
จึงควรกลับมาทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต
สัญญาณว่าพอร์ตเสี่ยงเกินตัว
- เช็กราคาหลายรอบต่อวันจนเสียสมาธิการทำงาน
- นอนไม่หลับเมื่อมีข่าวตลาด
- อยากขายทุกครั้งที่ราคาลง และอยากซื้อทุกครั้งที่ราคาขึ้น
- ต้องยืมเงินหรือใช้เงินสำรองเพื่อเติมพอร์ต
ถ้าเจอหลายข้อ พอร์ตที่ดีที่สุดสำหรับคุณคือพอร์ตที่เสี่ยงน้อยลงนิดหนึ่ง แต่ถือได้ยาวกว่ามาก
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ให้บริการด้านการลงทุนหลายแห่งมีแบบประเมินความเสี่ยงให้ทำ ซึ่งช่วยเสริมการประเมินตัวเองได้
เริ่มใช้กับ FinFun
ดูภาพรวมเงินสำรองและบัญชีต่าง ๆ ใน Treasury เพื่อตอบคำถามข้อแรกได้อย่างมั่นใจ แล้วใช้ Strategy ทบทวนภาพรวมการเงินก่อนตัดสินใจปรับสัดส่วนพอร์ต รู้จักตัวเองมากเท่าไร เกมการลงทุนก็ยิ่งเล่นได้นานเท่านั้น