ในเกมหมากรุก มีผู้เล่นบางคนที่ชอบตั้งรับอย่างมั่นคง ค่อย ๆ เดินหมากตามแผนโดยไม่ต้องเสี่ยง และมีผู้เล่นอีกแบบที่ชอบบุกหาจังหวะเผด็จศึก ในโลกการลงทุนก็มีสองสำนักคล้ายกัน คือ การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive) ที่มุ่งให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงตลาดด้วยต้นทุนต่ำ และ การลงทุนแบบเชิงรุก (Active) ที่พยายามคัดเลือกและจับจังหวะเพื่อทำผลตอบแทนให้ดีกว่าตลาด ทั้งสองแบบไม่มีอันไหนถูกหรือผิดโดยสมบูรณ์ แต่เหมาะกับคนและสถานการณ์ต่างกัน
เชิงรับ: ตามตลาดให้ทัน แทนที่จะพยายามเอาชนะ
แนวคิด: ลงทุนกระจายไปตามดัชนีหรือกลุ่มสินทรัพย์ที่กว้าง แล้วถือระยะยาว ไม่ต้องเลือกว่าตัวไหนจะชนะ
- จุดเด่น: ค่าธรรมเนียมมักต่ำ กระจายความเสี่ยงได้กว้าง ใช้เวลาดูแลน้อย ลดโอกาสตัดสินใจผิดเพราะอารมณ์
- ข้อจำกัด: ผลตอบแทนจะขึ้นลงตามตลาดทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่มีใครช่วยหลบเมื่อตลาดตกแรง และต้องยอมรับว่าจะไม่ได้ผลตอบแทน "ดีกว่าตลาด"
เชิงรุก: หาโอกาสทำผลตอบแทนเหนือตลาด
แนวคิด: คัดเลือกสินทรัพย์ ปรับน้ำหนัก หรือจับจังหวะ โดยอาศัยการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะทำเองหรือผ่านผู้จัดการกองทุน
- จุดเด่น: มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดในบางช่วง และอาจปรับตัวหลบความเสี่ยงบางอย่างได้
- ข้อจำกัด: ต้นทุนมักสูงกว่า ทั้งค่าธรรมเนียมบริหารและต้นทุนการซื้อขาย ต้องใช้ความรู้และเวลามาก และการชนะตลาดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวทำได้ยาก ผลงานที่ดีในอดีตก็ไม่ได้รับประกันว่าจะดีต่อไป
ต้นทุนคือจุดตัดสำคัญ
เพราะเชิงรุกต้องจ่ายแพงกว่า ผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายจึงต้องดีกว่าเชิงรับพอสมควร จึงจะได้ผลลัพธ์สุทธิที่เท่ากันหรือดีกว่า
สมมติลงทุน 100,000 บาท ถือไว้ 20 ปี และสมมติว่าก่อนหักค่าใช้จ่าย ทั้งสองแบบได้ผลตอบแทนเท่ากันที่ 6% ต่อปี (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายเท่านั้น)
- เชิงรับ ค่าใช้จ่ายรวมปีละ 0.3% ผลตอบแทนสุทธิราว 5.7% ครบ 20 ปีมีประมาณ 303,000 บาท
- เชิงรุก ค่าใช้จ่ายรวมปีละ 1.8% ผลตอบแทนสุทธิราว 4.2% ครบ 20 ปีมีประมาณ 228,000 บาท
ถ้าเชิงรุกจะได้ผลลัพธ์เท่ากับเชิงรับ ต้องทำผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าราว 1.5% ทุกปีต่อเนื่อง 20 ปี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลย นี่ไม่ได้แปลว่าเชิงรุกไม่มีวันคุ้ม แต่ต้องรู้ว่ากำลังจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับอะไร
ถามตัวเองก่อนเลือก
- ฉันมีเวลาศึกษาและติดตามมากแค่ไหน ถ้าแทบไม่มี เชิงรับมักเหมาะกว่า
- ฉันมีวินัยทำตามแผนเมื่อตลาดผันผวนไหม เชิงรุกที่ทำเองต้องใช้วินัยสูง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการซื้อขายตามอารมณ์
- ฉันเข้าใจแหล่งที่มาของความได้เปรียบหรือไม่ ถ้าอธิบายไม่ได้ว่าทำไมตัวเองหรือผู้จัดการจะเก่งกว่าตลาด ควรระวัง
- ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือเท่าไร คิดเป็นเงินบาทต่อปีให้ชัด
ไม่ต้องเลือกข้างเดียว: แนวคิดแกนกลางกับดาวบริวาร
หลายคนใช้โครงสร้างที่เรียกว่า Core and Satellite คือ
- แกนกลาง ส่วนใหญ่ของพอร์ตลงทุนแบบเชิงรับ กระจายกว้าง ต้นทุนต่ำ ถือยาว
- ดาวบริวาร ส่วนเล็กใช้ลงทุนแบบเชิงรุกในสิ่งที่ตัวเองศึกษาและมั่นใจ หรืออยากเรียนรู้
วิธีนี้ทำให้พอร์ตหลักเติบโตตามตลาดอย่างมีวินัย ขณะที่ยังได้ฝึกฝนและลองแนวคิดใหม่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ถ้าส่วนดาวบริวารผิดพลาด ก็ไม่กระทบเป้าหมายใหญ่มากนัก
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกสำนัก
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ปัจจัยที่มักมีผลต่อความสำเร็จระยะยาวมากกว่าคือ การจัดสัดส่วนสินทรัพย์ให้เหมาะกับเป้าหมาย การลงทุนสม่ำเสมอ การคุมต้นทุน และการไม่ถอดใจกลางทาง ผู้เล่นหมากรุกที่ชนะไม่ได้ชนะเพราะสไตล์ แต่ชนะเพราะเล่นตามแผนได้ตลอดเกม
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใด ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ ผลตอบแทนจริงไม่แน่นอนและอาจขาดทุน
เริ่มใช้กับ FinFun
ใน Armory ลองตั้งชื่อรายการลงทุนให้บอกได้ว่าเป็นส่วนแกนกลางหรือดาวบริวาร แล้วใช้ Reports ติดตามผลของแต่ละส่วนเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลจริงของตัวเองจะบอกได้ชัดที่สุดว่าสไตล์ไหนเหมาะกับคุณ