เคยสังเกตไหมว่าของบางชิ้นซื้อมาแล้วจบ แต่บางชิ้นซื้อมาแล้วยังต้องจ่ายต่อทุกเดือน รถคันใหม่มีค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าซ่อม ค่าที่จอด สมาชิกฟิตเนสที่ไม่ได้ไปก็ตัดเงินทุกเดือน ส่วนเงินที่ซื้อความรู้หรือเก็บไว้ลงทุนอาจค่อย ๆ ส่งเงินกลับมาหาเรา ความต่างเล็ก ๆ นี้ ถ้าสะสมไปหลายปีจะกลายเป็นช่องว่างใหญ่ระหว่างคนที่รวยขึ้นกับคนที่เหนื่อยเท่าเดิม
นิยามแบบใช้ในชีวิตประจำวัน
ในทางบัญชี สินทรัพย์มีนิยามละเอียดกว่านี้ แต่สำหรับการตัดสินใจเรื่องเงินส่วนตัว ลองแบ่งง่าย ๆ ตามทิศทางของเงิน
- ของที่ทำเงิน: เวลาผ่านไปมีแนวโน้มส่งเงินกลับมา หรือเพิ่มความสามารถหาเงินของเรา เช่น เงินออมที่ได้ผลตอบแทน การลงทุนระยะยาว เครื่องมือทำงานที่ช่วยรับงานได้มากขึ้น ทักษะที่ทำให้รายได้สูงขึ้น
- ของที่กินเงิน: ต้องจ่ายต่อเนื่องเพื่อครอบครอง และมูลค่ามักลดลง เช่น รถส่วนตัว ของแต่งบ้านราคาสูง สมาชิกรายเดือนที่ไม่ได้ใช้
- ของที่จำเป็น: บางอย่างกินเงินแต่ขาดไม่ได้ เช่น ที่อยู่อาศัย การเดินทางไปทำงาน ประกันสุขภาพ ไม่ผิดที่จะมี แค่ต้องมีในขนาดที่พอดี
ไม่ได้แปลว่าห้ามซื้อของที่กินเงิน ความสุขก็มีราคาและคุ้มค่าได้ แต่ควรรู้ตัวว่ากำลังซื้ออะไร
คำถาม 4 ข้อก่อนซื้อของชิ้นใหญ่
- หลังซื้อแล้ว ต้องจ่ายอะไรต่ออีกบ้างต่อเดือนและต่อปี
- อีก 3 ปี ของชิ้นนี้น่าจะเหลือมูลค่าเท่าไร
- มันช่วยให้หาเงินได้มากขึ้น ประหยัดเงินได้จริง หรือแค่ทำให้รู้สึกดี
- ถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันไปเก็บหรือลงทุนแทน จะเป็นอย่างไร
ข้อ 4 ไม่ได้มีไว้ให้รู้สึกผิด แต่ช่วยให้เห็นต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งมักมองไม่เห็นตอนยืนอยู่หน้าร้าน
ตัวอย่าง: สองทางเลือกของเงิน 60,000 บาท
ต้นได้โบนัส 60,000 บาท ทางเลือกแรกคือดาวน์มอเตอร์ไซค์คันใหม่ แล้วผ่อนต่ออีกเดือนละ 3,000 บาท บวกค่าประกันและค่าดูแลเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท รวมแล้วเงินไหลออกเดือนละราว 3,500 บาท ส่วนคันเดิมยังใช้งานได้
ทางเลือกที่สองคือแบ่ง 20,000 บาทไปเรียนคอร์สทักษะที่ช่วยรับงานเสริมได้ อีก 40,000 บาทเก็บเป็นเงินสำรองและเริ่มลงทุนระยะยาว
ทางแรกไม่ผิด ถ้าคันเดิมใช้ไม่ไหวจริง แต่ถ้าเป็นแค่อยากได้ ต้นกำลังเลือกระหว่างภาระเดือนละ 3,500 บาทหลายปี กับเงินก้อนที่มีโอกาสเติบโต (ผลตอบแทนการลงทุนไม่แน่นอนและอาจขาดทุนได้ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
ทำให้เงินไหลไปหาของที่ทำเงินโดยอัตโนมัติ
- ตั้งสัดส่วนเงินเก็บและเงินลงทุนไว้ในงบตั้งแต่ต้นเดือน ก่อนจะเหลือไปใช้กับของอยากได้
- ทุกครั้งที่หนี้ก้อนหนึ่งหมด ให้ย้ายค่างวดเดิมไปเป็นเงินเก็บแทนการหาของผ่อนชิ้นใหม่
- ทบทวนค่าใช้จ่ายประจำปีละครั้ง ตัดสิ่งที่ไม่ได้ใช้จริงออก
- ถามตัวเองเสมอว่า ของชิ้นนี้ทำงานให้เรา หรือเราทำงานให้มัน
กับดักที่ทำให้ของกินเงินดูเหมือนของทำเงิน
บางครั้งเราเผลอเรียกของที่กินเงินว่า "การลงทุน" เพื่อให้รู้สึกดีกับการซื้อ เช่น ซื้อกล้องราคาแพงเพราะคิดว่าจะรับงานถ่ายภาพ แต่ไม่เคยหางานจริง หรือซื้อคอร์สออนไลน์หลายคอร์สแต่ไม่เคยเรียนจบ วิธีเช็กง่าย ๆ คือตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า เช่น ถ้าภายใน 6 เดือนของชิ้นนี้ยังไม่สร้างรายได้หรือประหยัดเงินได้จริง ให้ยอมรับว่ามันคือของอยากได้ แล้วนับรวมในงบอยากได้อย่างซื่อสัตย์ ไม่ต้องรู้สึกผิด แค่ให้ตัวเลขตรงกับความจริง
เริ่มใช้กับ FinFun
ลองดูภาพรวมที่ กลยุทธ์ ส่วนจุดรั่วไหลจะบอก 5 หมวดที่ใช้จ่ายมากที่สุดตั้งแต่เริ่มบันทึก ช่วยให้เห็นว่าเงินไหลไปหาของที่กินเงินเท่าไร และถ้าเริ่มสะสมของที่ทำเงินแล้ว ลองบันทึกไว้ที่ คลังอาวุธ เพื่อติดตามมูลค่าไปพร้อมกัน