เดือนสิงหาคมมีวันแม่ เป็นจังหวะที่หลายคนนึกถึงการตอบแทนพ่อแม่ สำหรับคนไทยจำนวนมาก การส่งเงินให้ที่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นเรื่องที่ทำด้วยความรัก แต่ถ้าไม่ได้วางแผน เราอาจดูแลพ่อแม่ได้ดีในวันนี้ แต่ไม่ได้เตรียมอนาคตของตัวเอง จนวันหนึ่งกลายเป็นภาระของลูกหลานรุ่นถัดไป การดูแลที่ยั่งยืนคือการดูแลได้ทั้งสองฝั่ง

ทำให้เงินส่งบ้านเป็นตัวเลขที่ชัด

เงินส่งบ้านที่ไม่มีตัวเลขแน่นอน มักจบด้วยความเครียดทั้งสองฝ่าย เดือนไหนเงินตึงก็รู้สึกผิด เดือนไหนมีเหตุก็ต้องหาเงินด่วน ลองทำให้ชัดขึ้น

  • ตั้งยอดประจำที่ส่งได้ทุกเดือนโดยไม่กระทบเงินเก็บของตัวเอง
  • บอกพ่อแม่ให้รู้ว่ายอดประจำคือเท่าไร และจะส่งวันไหน ท่านจะวางแผนได้ง่ายขึ้น
  • แยกเงินเรื่องใหญ่ เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือซ่อมบ้าน ออกจากเงินส่งประจำ

เตรียมค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่

เมื่อพ่อแม่อายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมักเป็นก้อนที่ใหญ่และคาดเดายากที่สุด

  • ตรวจว่าพ่อแม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอะไรอยู่แล้ว เช่น สิทธิของรัฐ สิทธิข้าราชการ หรือประกันที่มี ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • รู้ว่าโรงพยาบาลตามสิทธิอยู่ที่ไหน และขั้นตอนใช้สิทธิเป็นอย่างไร ก่อนจะมีเหตุจริง
  • ตั้งกองทุนสุขภาพพ่อแม่แยกไว้ เติมทีละน้อยทุกเดือน

ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท กับพี่น้องสองคน

เมย์มีเงินเดือน 40,000 บาท มีพี่ชายอีกหนึ่งคน ทั้งคู่ตกลงกันว่าจะส่งเงินให้แม่คนละ 4,000 บาทต่อเดือน รวม 8,000 บาท ซึ่งพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำของแม่ นอกจากนี้ยังตกลงเติมกองทุนสุขภาพแม่คนละ 1,000 บาทต่อเดือน ผ่านไปหนึ่งปีกองทุนจะมีราว 24,000 บาท ไว้รองรับค่าใช้จ่ายที่สิทธิไม่ครอบคลุม

ส่วนเงินเดือนที่เหลือของเมย์ เธอยังกันเงินเก็บของตัวเองเดือนละ 6,000 บาท ทั้งเงินสำรองฉุกเฉินและเงินเกษียณ เพราะรู้ว่าการดูแลอนาคตตัวเองคือการไม่ส่งภาระต่อให้คนรุ่นถัดไป

คุยกับพี่น้องเรื่องการแบ่งภาระ

การดูแลพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแบ่งเท่ากันทุกบาท เพราะรายได้และสถานการณ์ของแต่ละคนต่างกัน แต่ควรพูดให้ชัด

  • ใครช่วยเงินประจำเท่าไร
  • ใครดูแลเรื่องเวลาหรือการพาไปหาหมอ ซึ่งมีค่าไม่น้อยกว่าเงิน
  • ถ้ามีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ จะแบ่งกันอย่างไร

การคุยตอนทุกอย่างยังปกติ ง่ายกว่าคุยตอนเกิดเหตุฉุกเฉินมาก

อย่าลืมหน้ากากออกซิเจนของตัวเอง

บนเครื่องบินเขาสอนให้สวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนช่วยคนข้าง ๆ เรื่องเงินก็เช่นกัน ถ้าเราไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน วันที่พ่อแม่ป่วยหนัก เราอาจต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยสูง ซึ่งทำร้ายทั้งเราและครอบครัว การเก็บเงินให้ตัวเองจึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อดูแลคนที่รักได้นานขึ้น

ชวนพ่อแม่คุยเรื่องการเงินของท่าน

หลายบ้านไม่เคยคุยกันเลยว่าพ่อแม่มีเงินเก็บเท่าไร มีหนี้อะไรบ้าง หรือเอกสารสำคัญเก็บไว้ที่ไหน จนวันที่เกิดเหตุจริงก็ต้องมาค้นหากันวุ่นวาย ลองเริ่มคุยอย่างนุ่มนวล โดยบอกว่าอยากช่วยวางแผนให้ท่านสบายใจ ไม่ใช่อยากรู้เรื่องเงินของท่าน

  • ท่านมีรายได้ประจำอะไรบ้าง เช่น เงินบำนาญ ค่าเช่า หรือเงินจากสวัสดิการ
  • มีหนี้หรือภาระที่ลูกควรรู้หรือไม่
  • เอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัว สมุดบัญชี กรมธรรม์ โฉนด เก็บไว้ที่ไหน
  • ถ้าท่านเจ็บป่วยจนตัดสินใจเองไม่ได้ อยากให้ใครดูแลเรื่องอะไร

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ลูกวางแผนได้ตรงความจริง และลดความขัดแย้งระหว่างพี่น้องในอนาคต

ให้ความรักในรูปแบบอื่นด้วย

เงินเป็นเพียงหนึ่งในวิธีดูแล เวลา การโทรคุย การพาไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือช่วยจัดการเอกสารสำคัญ ล้วนมีค่ามากสำหรับพ่อแม่ บางครั้งมากกว่าเงินที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนด้วยซ้ำ

เริ่มใช้กับ FinFun

สร้างหมวดหมู่รายจ่าย "ส่งเงินให้ที่บ้าน" ตอนบันทึกรายการ แล้วตั้งให้อยู่ในกลุ่มงบจำเป็นที่ แผนการเงิน เพื่อให้แผนนับเงินส่วนนี้ถูกต้อง จากนั้นสร้างภารกิจ "กองทุนสุขภาพพ่อแม่" ที่ ภารกิจ แล้วฝากเงินเข้าทุกเดือน