สมัยก่อน ผู้ใหญ่หลายบ้านจัดการเงินด้วยซอง ได้เงินเดือนมาก็แบ่งใส่ซองค่าเช่า ซองค่ากับข้าว ซองค่าเทอมลูก พอซองไหนหมดก็คือหมด ต้องรอเดือนหน้า วิธีนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะมองเห็นได้ด้วยตาว่าเงินแต่ละก้อนเหลือเท่าไร วันนี้เงินส่วนใหญ่อยู่ในแอป แต่หลักการเดียวกันยังใช้ได้ดี แค่เปลี่ยนซองกระดาษเป็นบัญชีหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล
ทำไมเงินรวมกันถึงคุมยาก
เมื่อเงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีเดียว เราเห็นแค่ยอดรวม เช่น 18,000 บาท แล้วรู้สึกว่ายังมีเยอะ ทั้งที่ในนั้นมีค่าเช่าที่ยังไม่ได้จ่าย ค่าผ่อนที่จะตัดสิ้นเดือน และเงินที่ตั้งใจจะเก็บ ตัวเลขรวมหลอกให้เราใช้เงินที่มีเจ้าของแล้ว การแยกกระเป๋าทำให้ยอดที่เห็นคือยอดที่ใช้ได้จริง
ออกแบบกระเป๋า 4 ใบ
สำหรับคนส่วนใหญ่ เริ่มจากสี่ใบก็พอ
- กระเป๋ารับเงิน เงินเดือนและรายได้ทุกก้อนเข้าที่นี่ก่อน แล้วกระจายออกไปตามแผน
- กระเป๋าบิล สำหรับรายจ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ ค่าผ่อน ตั้งหักอัตโนมัติจากใบนี้
- กระเป๋าใช้จ่าย สำหรับค่ากิน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายรายวัน ผูกกับบัตรหรือแอปที่ใช้จ่ายประจำ
- กระเป๋าเงินออม แยกไว้ให้ไกลมือ ไม่ผูกกับแอปจ่ายเงิน ไม่มีบัตรติดตัว
ถ้าต้องการละเอียดขึ้น ค่อยเพิ่มกระเป๋าตามเป้าหมาย เช่น เงินเที่ยว หรือเงินรายจ่ายรายปี แต่อย่าเริ่มจากสิบใบ เพราะจะจัดการไม่ไหวและเลิกไปในที่สุด
ตัวอย่าง: เงินเดือน 30,000 บาท
วันที่ 25 เงินเดือน 30,000 บาทเข้ากระเป๋ารับเงินของคุณเอิร์ธ ภายในวันเดียวกัน เขาโอนออกแบบนี้
- กระเป๋าบิล 11,000 บาท (ค่าเช่า 7,000 บาท ค่าน้ำไฟและเน็ต 1,500 บาท ค่าผ่อน 2,500 บาท)
- กระเป๋าเงินออม 5,000 บาท
- กระเป๋าเที่ยว 1,000 บาท
- กระเป๋าใช้จ่าย 13,000 บาท
ทั้งเดือน คุณเอิร์ธดูแค่กระเป๋าใช้จ่ายใบเดียว ถ้าวันที่ 15 ของเดือนถัดไปกระเป๋านี้เหลือ 4,000 บาท เขารู้ทันทีว่ามีวันละประมาณ 400 บาทสำหรับอีกสิบวันก่อนเงินเดือนงวดใหม่เข้า ไม่ต้องกังวลว่าจะไปใช้เงินค่าเช่าโดยไม่ตั้งใจ เพราะมันอยู่อีกกระเป๋าหนึ่งแล้ว
ย้ายเงินระหว่างซองได้ไหม
ได้ และควรทำเมื่อจำเป็น ชีวิตจริงไม่เคยตรงตามแผนร้อยเปอร์เซ็นต์ เดือนที่เพื่อนแต่งงานหรือต้องซื้อยา อาจต้องย้ายเงินจากกระเป๋าเที่ยวมาเติมกระเป๋าใช้จ่าย สิ่งสำคัญคือการย้ายแต่ละครั้งต้องเกิดจากการตัดสินใจ และจดไว้ว่าย้ายเพราะอะไร ถ้าพบว่าต้องย้ายเงินจากซองเดิมไปซองเดิมทุกเดือน แปลว่างบตั้งต้นไม่สมจริง ให้ปรับยอดตั้งต้นในเดือนถัดไปแทน
เคล็ดลับให้ระบบซองทำงานไม่สะดุด
- โอนทันทีที่เงินเข้า ยิ่งรอ ยิ่งมีโอกาสใช้ไปก่อน ถ้าธนาคารมีระบบตั้งโอนอัตโนมัติ ให้ตั้งไว้ตรงวันเงินเดือนออก
- ซองหมดคือหมด ถ้ากระเป๋าใช้จ่ายหมดก่อนสิ้นเดือน ให้ตัดสินใจอย่างตั้งใจว่าจะย้ายเงินจากซองไหนมา ไม่ใช่หยิบจากเงินออมโดยอัตโนมัติ
- ตรวจยอดกระเป๋าให้ตรงกับของจริง ยอดในแอปหรือสมุดบัญชีควรเท่ากับยอดในบัญชีธนาคาร ถ้าคลาดเคลื่อน ให้ปรับแล้วหาสาเหตุ
- เช็กค่าธรรมเนียม ก่อนเปิดบัญชีเพิ่ม ตรวจสอบเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมของแต่ละบัญชีจากธนาคารโดยตรง บางคนเลือกใช้บัญชีเดียวแต่แยกกระเป๋าในแอปบันทึกแทนก็ได้ผลเช่นกัน
เงินสดยังมีที่ยืน ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้บัตรหรือสแกนจ่ายแล้วไม่รู้สึกว่าเงินออกไป ลองใช้เงินสดสำหรับบางหมวด เช่น ค่ากินรายสัปดาห์ ถอนออกมาเป็นก้อนแล้วใช้จากก้อนนั้น การเห็นธนบัตรลดลงในกระเป๋าช่วยให้รู้สึกถึงรายจ่ายได้ชัดกว่าตัวเลขบนจอ ระบบซองจึงผสมได้ทั้งดิจิทัลและเงินสดตามนิสัยของแต่ละคน
เริ่มใช้กับ FinFun
สร้างกระเป๋าแต่ละใบใน ห้องสมบัติ ทั้งบัญชีธนาคาร เงินสด และอีวอลเล็ต แล้วใช้การโอนใน บันทึกล่าสมบัติ เพื่อย้ายเงินระหว่างกระเป๋าในวันเงินเดือนออก ยอดของแต่ละใบจะอัปเดตเอง ทำให้เห็นชัดว่าซองไหนยังเหลือเท่าไร