วันที่เงินเดือนแรกเข้าบัญชีเป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ลง แต่ก็เป็นช่วงที่ง่ายที่สุดที่จะเผลอใช้หมด เพราะรู้สึกว่าเหนื่อยมาทั้งเดือน ข่าวดีคือช่วงเริ่มทำงานเป็นช่วงที่ภาระยังน้อย ถ้าวางระบบได้ตั้งแต่เดือนแรก นิสัยนี้จะติดตัวไปเมื่อรายได้และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

ก่อนเงินเข้า: รู้ตัวเลขจริงที่จะได้รับ

เงินเดือนในสัญญาไม่เท่ากับเงินที่เข้าบัญชี เพราะอาจมีการหักเงินสมทบประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถ้าบริษัทมี ดูสลิปเงินเดือนฉบับแรกให้ละเอียด ใช้ยอดสุทธิเป็นฐานวางแผน และถามฝ่ายบุคคลถ้ามีรายการที่ไม่เข้าใจ รายละเอียดสิทธิและอัตราต่าง ๆ ให้ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เดือนแรกมักมีค่าใช้จ่ายพิเศษ

  • ชุดทำงาน รองเท้า อุปกรณ์
  • ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือค่ามัดจำห้องพักใกล้ที่ทำงาน
  • ค่าอาหารกลางวันและงานเลี้ยงต้อนรับ

ค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นเรื่องปกติ แค่แยกไว้เป็นงบเริ่มงานครั้งเดียว อย่าเอามาคิดเป็นค่าใช้จ่ายประจำ แล้วสรุปว่าเก็บเงินไม่ได้

ระบบง่าย ๆ สามกระเป๋า

ไม่ต้องซับซ้อน เริ่มจากแยกเงินเป็นสามส่วนตามหน้าที่

  1. กระเป๋าใช้จ่าย: ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และของใช้ประจำวัน
  2. กระเป๋าเก็บ: ย้ายเงินเข้าทันทีในวันเงินเดือนออก เพื่อสร้างเงินสำรองฉุกเฉินก่อนเป็นอันดับแรก
  3. กระเป๋าครอบครัวหรือความรับผิดชอบ: เงินส่งให้ที่บ้าน หรือค่าผ่อนหนี้การศึกษา

ถ้ายังมีบัญชีเดียวก็ไม่เป็นไร ใช้วิธีจดแยกหมวดไปก่อน สิ่งสำคัญคือรู้ว่าเงินแต่ละบาทมีหน้าที่อะไร

ตัวอย่าง: เงินเดือนสุทธิ 20,000 บาท

  • ที่พักและค่าน้ำค่าไฟ 5,000 บาท
  • อาหารและเดินทาง 6,000 บาท
  • ส่งให้ที่บ้าน 3,000 บาท
  • เงินเก็บสำรองฉุกเฉิน 3,000 บาท
  • ใช้ส่วนตัวและสังสรรค์ 3,000 บาท

เดือนแรกถ้ามีงบเริ่มงาน เช่น ชุดทำงาน 2,000 บาท อาจลดเงินใช้ส่วนตัวลงชั่วคราว แต่พยายามรักษาเงินเก็บไว้แม้จะน้อย เพราะสิ่งที่สร้างในเดือนแรกคือนิสัย ไม่ใช่จำนวนเงิน

เรื่องที่ควรเลี่ยงในปีแรก

  • ผ่อนของชิ้นใหญ่ทันทีที่มีสลิปเงินเดือน เพราะค่างวดจะผูกเงินไว้หลายปี
  • สมัครบัตรเครดิตหลายใบพร้อมกันโดยไม่มีแผนจ่ายเต็มจำนวน
  • ใช้เงินตามเพื่อนร่วมงานที่ทำงานมานานและรายได้สูงกว่า
  • ลงทุนในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจเพราะได้ยินว่าได้ผลตอบแทนเร็ว

ทำความรู้จักสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว

คนเริ่มงานหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง จนวันที่ต้องใช้จริง ลองใช้เวลาสักชั่วโมงในเดือนแรกอ่านคู่มือพนักงานหรือถามฝ่ายบุคคล

  • สิทธิรักษาพยาบาล มีประกันกลุ่มของบริษัทไหม ครอบคลุมอะไร และใช้โรงพยาบาลไหนได้
  • กองทุนหรือเงินสมทบจากนายจ้าง ถ้ามี ส่วนนี้เหมือนได้เงินเพิ่มโดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม
  • วันลาและสิทธิอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเงิน เช่น ค่าเดินทางหรือค่าอุปกรณ์ที่เบิกได้

การรู้สิทธิตั้งแต่ต้นช่วยให้ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน เช่น ไม่ต้องรีบซื้อประกันเพิ่มในส่วนที่บริษัทดูแลอยู่แล้ว แต่ก็ควรรู้ว่าสิทธิเหล่านี้มักหายไปเมื่อย้ายงาน จึงยังต้องมีเงินสำรองของตัวเอง

สามเดือนแรกคือช่วงเก็บข้อมูล

เดือนแรก ๆ ทุกอย่างยังใหม่ และมีเรื่องให้เรียนรู้เยอะทั้งงานและชีวิต อย่าเพิ่งกดดันตัวเองว่างบต้องเป๊ะ จดทุกรายจ่ายไว้สามเดือน แล้วค่อยดูว่าหมวดไหนสูงกว่าที่คิด หมวดไหนตัดได้ เมื่อมีข้อมูลจริง การตั้งงบจะแม่นขึ้นมาก และเริ่มคิดเรื่องเป้าหมายระยะยาวอย่างการลงทุนหรือการเกษียณได้โดยไม่เดา

เริ่มใช้กับ FinFun

ตั้งกระเป๋าเงินให้ตรงกับบัญชีจริงที่ ห้องสมบัติ แล้วสร้างภารกิจแรกเป็นเงินสำรองฉุกเฉินที่ ภารกิจ โดยติ๊กว่าเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ทุกวันเงินเดือนออกให้กดฝากเงินเข้าภารกิจก่อนใช้จ่ายอย่างอื่น