"เช่าก็เหมือนจ่ายเงินให้คนอื่น ผ่อนบ้านยังได้บ้านเป็นของตัวเอง" ประโยคนี้ได้ยินกันบ่อย และมีส่วนจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การซื้อบ้านก็มีต้นทุนที่ไม่ได้กลับมาเป็นของเรา เช่น ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าซ่อม ขณะที่การเช่าก็ซื้อความยืดหยุ่นที่มีมูลค่า คำถามที่ดีกว่าจึงไม่ใช่ "อะไรดีกว่า" แต่เป็น "อะไรเหมาะกับชีวิตเราตอนนี้"
ต้นทุนของการเช่า
- ค่าเช่ารายเดือน และค่ามัดจำล่วงหน้า
- ค่าน้ำค่าไฟตามอัตราของที่พัก
- ค่าขนย้ายเมื่อต้องย้าย
- ความเสี่ยงที่ค่าเช่าจะขึ้น หรือเจ้าของไม่ต่อสัญญา
ข้อดีคือยืดหยุ่น ย้ายตามงานหรือชีวิตได้ ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และไม่ต้องรับค่าซ่อมใหญ่เอง
ต้นทุนของการซื้อ
- เงินดาวน์ และค่าใช้จ่ายวันโอน เช่น ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากหน่วยงานและธนาคาร
- ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา ซึ่งช่วงแรกค่างวดส่วนใหญ่มักเป็นดอกเบี้ย
- ค่าส่วนกลาง ประกัน และค่าซ่อมบำรุง
- ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์
- ค่าเสียโอกาสของเงินดาวน์ ที่ถ้าไม่ซื้อ อาจเก็บหรือลงทุนไว้ได้
ข้อดีคือความมั่นคงในการอยู่อาศัย ตกแต่งได้ตามใจ และเมื่อผ่อนหมด ค่าที่อยู่อาศัยรายเดือนจะลดลงมาก ส่วนมูลค่าบ้านในอนาคตขึ้นหรือลงได้ ไม่ควรคิดว่าจะขึ้นเสมอ
ตัวอย่าง: คอนโดราคา 2,000,000 บาท เทียบห้องเช่า
สมมติห้องเช่าแบบเดียวกันราคาเดือนละ 10,000 บาท ถ้าซื้อคอนโดราคา 2,000,000 บาท วางดาวน์ 200,000 บาท กู้ 1,800,000 บาท สมมติค่างวดราว 11,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นกับดอกเบี้ยและระยะเวลากู้จริง) บวกค่าส่วนกลางและค่าดูแลเฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท รวมราว 12,500 บาท
ต่างจากค่าเช่า 2,500 บาทต่อเดือน และต้องใช้เงินก้อน 200,000 บาทตั้งแต่วันแรก ส่วนที่ได้กลับมาคือเงินต้นที่ค่อย ๆ ผ่อน และความมั่นคงในการอยู่ ถ้าอยู่แค่ 2–3 ปีแล้วต้องย้าย ค่าใช้จ่ายวันซื้อและวันขายอาจทำให้การเช่าคุ้มกว่า แต่ถ้าอยู่ยาวหลายสิบปี การซื้อมักได้เปรียบมากขึ้น ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบเท่านั้น
คำถาม 5 ข้อช่วยตัดสินใจ
- คาดว่าจะอยู่ในเมืองหรือย่านนี้อีกกี่ปี งานมั่นคงแค่ไหน
- มีเงินสำรองฉุกเฉินแยกจากเงินดาวน์แล้วหรือยัง
- ค่างวดรวมค่าส่วนกลางและค่าซ่อม ยังทำให้เก็บเงินและใช้ชีวิตได้ตามปกติไหม
- ถ้ารายได้ลดลงชั่วคราว จะผ่อนต่อไหวกี่เดือน
- ครอบครัวมีแผนเปลี่ยนแปลงอะไรในอนาคตอันใกล้ เช่น แต่งงาน มีลูก ย้ายไปดูแลพ่อแม่
ต้นทุนที่คนซื้อบ้านครั้งแรกมักลืม
- ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ครั้งแรก ซึ่งบางครั้งสูงจนต้องผ่อนเพิ่มอีกก้อน
- ค่าซ่อมใหญ่ในอนาคต เช่น หลังคา ระบบน้ำ ระบบไฟ ที่ห้องเช่าเจ้าของเป็นคนรับผิดชอบ
- ค่าส่วนกลางที่อาจปรับขึ้นตามมติของนิติบุคคล
- ค่าประกันที่ธนาคารอาจกำหนดให้ทำ ตรวจสอบเงื่อนไขกับธนาคารให้ละเอียด
- เงินสำรองที่ลดลงหลังจ่ายดาวน์ ทำให้รับมือเหตุไม่คาดฝันได้ยากขึ้นในช่วงแรก
ลองรวมรายการเหล่านี้เข้าไปในแผนก่อนเซ็นสัญญา ถ้ารวมแล้วยังสบาย แปลว่าแผนแข็งแรงพอ
ถ้ายังเช่าอยู่ ให้เช่าอย่างมีแผน
การเช่าไม่ใช่การยอมแพ้ ถ้าส่วนต่างระหว่างค่าเช่ากับค่าผ่อนที่จะต้องจ่าย ถูกนำไปเก็บหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นการสร้างความมั่งคั่งได้เช่นกัน ปัญหาจะเกิดเมื่อเช่าแล้วใช้ส่วนต่างหมด ทั้งไม่มีบ้านและไม่มีเงินก้อน
ระหว่างเช่า ให้ถือโอกาสสำรวจย่านที่อยากอยู่จริง ทดลองใช้ชีวิต ดูการเดินทาง และค่าครองชีพในพื้นที่ เมื่อถึงวันที่พร้อมซื้อ คุณจะตัดสินใจได้มั่นใจกว่า เพราะรู้จักทั้งตัวเองและทำเลจากประสบการณ์จริง
เริ่มใช้กับ FinFun
ถ้าตัดสินใจจะซื้อ สร้างภารกิจเงินดาวน์ที่ ภารกิจ พร้อมวันครบกำหนด และทดลองกันเงินเท่าส่วนต่างระหว่างค่าเช่ากับค่าผ่อนเข้าภารกิจทุกเดือน ถ้าทำได้สบายหลายเดือนติด ก็เป็นสัญญาณว่าพร้อมรับภาระจริง ดูภาพรวมเงินเข้าออกได้ที่ รายงาน