ถ้าเดือนนี้คุณมีเงินเหลือหลังจ่ายทุกอย่างแล้ว ยินดีด้วย นั่นคือผลของการคุมงบมาตลอดเดือน แต่คำถามต่อมามักทำให้ลังเล จะเก็บไว้เฉย ๆ จะเอาไปโปะหนี้ จะเติมเป้าหมายเที่ยว หรือจะเริ่มลงทุน ถ้าตัดสินใจไม่ได้ เงินก้อนนี้มักค้างอยู่ในบัญชีใช้จ่าย แล้วค่อย ๆ หายไปเองในเดือนถัดไป การมีลำดับขั้นชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วและมั่นใจ

ทำไมต้องมีลำดับ

เงินหนึ่งบาทไปทำงานได้หลายที่ แต่ผลตอบแทนและความเสี่ยงของแต่ละที่ต่างกันมาก การโปะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงเท่ากับได้ผลตอบแทนแน่นอนเท่าดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่าย การมีเงินฉุกเฉินช่วยกันไม่ให้ต้องไปกู้เมื่อมีเหตุไม่คาดฝัน ส่วนการลงทุนมีโอกาสเติบโตในระยะยาว แต่ก็มีความผันผวน ลำดับขั้นช่วยให้เราวางฐานให้มั่นคงก่อนค่อยขยับขึ้นไปหาการเติบโต

ลำดับขั้น 5 ชั้น

ชั้นที่ 1: เงินกันชนในบัญชีใช้จ่าย เก็บไว้สักก้อนเล็ก ๆ เช่น ครึ่งเดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เดือนหน้าติดลบถ้ารายจ่ายบังเอิญมาเร็ว

ชั้นที่ 2: เงินสำรองฉุกเฉินขั้นต้น สร้างก้อนแรกให้ได้สักหนึ่งเดือนของค่าใช้จ่ายก่อน เป็นเกราะป้องกันเบื้องต้น

ชั้นที่ 3: หนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิตที่ค้างชำระหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูง ยิ่งปิดเร็ว ยิ่งไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่ม ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการโปะของหนี้แต่ละก้อนกับผู้ให้กู้

ชั้นที่ 4: เงินฉุกเฉินให้เต็ม และเป้าหมายระยะสั้น เติมเงินฉุกเฉินจนถึงระดับที่ตั้งไว้ แล้วแบ่งให้เป้าหมายที่มีกำหนดในไม่กี่ปี เช่น อุปกรณ์ทำงาน ค่าเทอม ทริป

ชั้นที่ 5: ออมและลงทุนระยะยาว เงินที่ไม่ต้องใช้อีกหลายปี เช่น เพื่อเกษียณ ควรไปอยู่ในที่ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่าเงินฝาก โดยศึกษาความเสี่ยงและเลือกให้เหมาะกับตัวเอง

ลำดับนี้ไม่ใช่กฎตายตัว บางคนมีสวัสดิการหรือภาระที่ต่างกัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น คนที่งานมั่นคงมากและมีครอบครัวพร้อมช่วยเหลือ อาจรู้สึกสบายใจกับเงินฉุกเฉินที่น้อยกว่า ขณะที่ฟรีแลนซ์ซึ่งรายได้ขึ้นลงทุกเดือน อาจต้องการเงินฉุกเฉินหนากว่าก่อนจะขยับไปชั้นบน ส่วนหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำและผ่อนตามกำหนดได้สบาย ไม่จำเป็นต้องรีบโปะก่อนสร้างเงินฉุกเฉิน ให้ปรับลำดับตามความจริงของตัวเอง แต่คงหลักใหญ่ไว้ คือฐานต้องมั่นคงก่อนไล่หาการเติบโต

ตัวอย่าง: เงินเหลือ 5,000 บาท

สิ้นเดือนนี้คุณมิ้นต์มีเงินเหลือ 5,000 บาท สถานการณ์ของเธอคือ

  • เงินกันชนในบัญชีใช้จ่ายมีแล้ว
  • เงินฉุกเฉินมี 20,000 บาท เกินหนึ่งเดือนของค่าใช้จ่ายแล้ว
  • ยังมียอดบัตรเครดิตค้าง 8,000 บาท ที่ดอกเบี้ยสูง

ตามลำดับขั้น เธอข้ามชั้นที่ 1 และ 2 ไป แล้วส่งเงินทั้ง 5,000 บาทไปโปะบัตรเครดิต เดือนหน้าถ้าเหลืออีก 3,000 บาท บัตรจะหมด จากนั้นเงินเหลือในเดือนต่อ ๆ ไปก็ไหลไปชั้นที่ 4 เติมเงินฉุกเฉินให้เต็มเป้า แล้วค่อยเริ่มชั้นที่ 5 เธอไม่ต้องมานั่งคิดใหม่ทุกเดือน เพราะลำดับบอกคำตอบไว้แล้ว

ส่งเงินทันที อย่าปล่อยค้าง

จุดที่พลาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การเลือกชั้นผิด แต่คือการไม่ส่งเงินไปไหนเลย ลองกำหนดวันประจำ เช่น วันก่อนเงินเดือนงวดใหม่เข้า ให้ดูยอดที่เหลือแล้วโอนออกตามลำดับทันที ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที แต่ทำให้เงินเหลือทุกก้อนมีปลายทาง

และถ้าเดือนไหนไม่มีเงินเหลือเลย ไม่ต้องกังวล ให้ใช้เดือนนั้นทบทวนงบว่าหมวดไหนเกิน การมีเงินเหลือเป็นผลลัพธ์ ส่วนการคุมงบคือเหตุ

เริ่มใช้กับ FinFun

หน้า แผนการเงิน มีส่วนคำแนะนำที่บอกทีละขั้นว่าเงินเดือนนี้ควรไปที่ไหน ทั้งเงินสำรองฉุกเฉิน เป้าหมายระยะสั้น หนี้ดอกเบี้ยสูง และการลงทุน พร้อมเหตุผลการคำนวณ ส่วนหนี้แต่ละก้อนที่อยากปิด ติดตามได้ใน ดันเจี้ยนหนี้สิน ทุกครั้งที่โปะ จะเห็นพลังชีวิตของหนี้ลดลงทันที