คนสองคนเงินเดือนเท่ากัน คนหนึ่งขับรถใหม่ ใช้โทรศัพท์รุ่นล่าสุด อีกคนใช้ชีวิตเรียบ ๆ ถ้าถามว่าใครรวยกว่า คำตอบที่ถูกต้องคือ "ยังบอกไม่ได้" จนกว่าจะดูอีกด้านของบัญชี คือมีอะไรอยู่ในมือ และติดหนี้อยู่เท่าไร ตัวเลขที่รวมสองด้านนี้ไว้ด้วยกันเรียกว่าความมั่งคั่งสุทธิ หรือ net worth

ความมั่งคั่งสุทธิคืออะไร

สูตรง่ายมาก

  • ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์ทั้งหมด − หนี้สินทั้งหมด

สินทรัพย์คือของที่มีมูลค่าเป็นเงินและเป็นของคุณ เช่น เงินในบัญชี เงินสด เงินออมตามเป้าหมาย การลงทุนตามมูลค่าปัจจุบัน ส่วนหนี้สินคือยอดที่ยังต้องจ่ายคืน เช่น ยอดบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน

รายได้บอกว่าเงินไหลเข้ามาเร็วแค่ไหน แต่ความมั่งคั่งสุทธิบอกว่าเงินค้างอยู่กับเราเท่าไร คนรายได้สูงที่ใช้หมดทุกเดือนและผ่อนหลายทาง อาจมีความมั่งคั่งสุทธิน้อยกว่าคนรายได้ปานกลางที่เก็บสม่ำเสมอ

ทำไมต้องดูทุกเดือน ไม่ใช่ทุกวัน

ความมั่งคั่งสุทธิเป็นตัวเลขระยะยาว ถ้าดูทุกวันจะเห็นแต่ความผันผวน เช่น วันที่จ่ายค่าเช่าตัวเลขก็ดิ่ง วันเงินเดือนออกก็พุ่ง การดูเดือนละครั้งในวันเดิม เช่น วันสุดท้ายของเดือน จะช่วยให้เห็นทิศทางจริง ว่าเรากำลังเดินหน้าหรือถอยหลัง

วิธีทำตารางติดตามแบบง่าย

  1. เลือกวันประจำ เช่น ทุกสิ้นเดือน
  2. จดสินทรัพย์ทีละกลุ่ม: เงินในบัญชีและเงินสด เงินออมตามเป้าหมาย การลงทุนตามราคาปัจจุบัน
  3. จดหนี้ทุกก้อนตามยอดคงเหลือจริง ไม่ใช่ยอดกู้ตั้งต้น
  4. ลบกันแล้วเขียนผลลัพธ์ต่อท้ายตารางเดือนก่อน
  5. ดูแค่ว่าเพิ่มหรือลด และเพราะอะไร ไม่ต้องตัดสินตัวเอง

ของใช้ส่วนตัวอย่างรถหรือโทรศัพท์ ถ้าจะนับเป็นสินทรัพย์ให้ใช้มูลค่าที่ขายได้จริงแบบระมัดระวัง หรือไม่นับเลยก็ได้ เพื่อไม่ให้ตัวเลขดูดีเกินจริง

ตัวอย่างด้วยตัวเลขกลม ๆ

สิ้นเดือนมกราคม มายด์มีเงินในบัญชี 40,000 บาท เงินออมเป้าหมายเที่ยว 10,000 บาท และการลงทุนมูลค่า 30,000 บาท รวมสินทรัพย์ 80,000 บาท ขณะที่มียอดบัตรเครดิตค้าง 15,000 บาท และสินเชื่อคงเหลือ 45,000 บาท รวมหนี้ 60,000 บาท

ความมั่งคั่งสุทธิของมายด์คือ 80,000 − 60,000 = 20,000 บาท

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เธอจ่ายหนี้ไป 5,000 บาท และเก็บเพิ่ม 3,000 บาท ถ้ามูลค่าการลงทุนเท่าเดิม ความมั่งคั่งสุทธิจะขึ้นเป็นราว 28,000 บาท สังเกตว่าเงินที่จ่ายหนี้ 5,000 บาทก็ทำให้ตัวเลขดีขึ้นพอ ๆ กับเงินที่เก็บ เพราะหนี้ลดลงตรง ๆ

อ่านตัวเลขอย่างไรไม่ให้หลอกตัวเอง

  • ตัวเลขติดลบไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนเริ่มทำงานหรือเพิ่งจบใหม่ที่มีหนี้การศึกษามักเริ่มจากติดลบ สิ่งสำคัญคือทิศทาง
  • ถ้าตัวเลขขึ้นเพราะราคาการลงทุนขึ้นอย่างเดียว ให้แยกดูว่าเงินที่เก็บเพิ่มเองมีเท่าไร เพราะราคาตลาดขึ้นลงได้
  • การกู้เงินมาเก็บไม่ได้ทำให้รวยขึ้น เงินในบัญชีเพิ่มเท่าไร หนี้ก็เพิ่มเท่านั้น
  • เทียบกับตัวเองเดือนก่อน ไม่ต้องเทียบกับคนอื่น

สามคันโยกที่ทำให้ตัวเลขขยับ

ถ้าอยากให้ความมั่งคั่งสุทธิโตเร็วขึ้น มีคันโยกหลักอยู่แค่สามอัน

  1. เพิ่มส่วนต่างระหว่างรายรับกับรายจ่าย ทุกบาทที่เหลือจากการใช้จ่ายจะไปเพิ่มฝั่งสินทรัพย์หรือลดฝั่งหนี้
  2. ลดหนี้ดอกเบี้ยสูง เพราะดอกเบี้ยคือแรงที่ดึงตัวเลขลงทุกเดือนโดยเราไม่รู้ตัว
  3. ให้เวลากับเงินที่เก็บไว้ระยะยาว ส่วนนี้ขึ้นกับตลาดและไม่มีอะไรรับประกัน จึงควรมองเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งพาเพียงอย่างเดียว

เดือนไหนตัวเลขลดลง ให้ดูว่าลดเพราะคันโยกไหน แล้วแก้ที่จุดนั้น แทนที่จะรู้สึกแย่กับตัวเลขรวม

เริ่มใช้กับ FinFun

ที่ หน้าหลัก การ์ดยอดเงินรวมแสดงเงินในทุกกระเป๋ารวมกับมูลค่าการลงทุนตามราคาปัจจุบัน ส่วนเงินออมตามเป้าหมายและหนี้แยกอยู่ในการ์ดของตัวเอง ลองหยิบตัวเลขเหล่านี้มารวมกันทุกสิ้นเดือน แล้วดูยอดหนี้คงเหลือแต่ละก้อนได้ที่ ดันเจี้ยน จะเห็นภาพความมั่งคั่งสุทธิของตัวเองชัดขึ้นทุกเดือน