คำถามนี้ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ ฝั่งหนึ่งบอกว่า "ดอกเบี้ยหนี้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ต้องโปะหนี้ให้หมดก่อน" อีกฝั่งบอกว่า "ถ้าไม่มีเงินเก็บเลย วันที่มีเรื่องฉุกเฉินก็ต้องกลับไปรูดบัตรอยู่ดี" ทั้งสองฝั่งพูดถูกบางส่วน สิ่งที่ขาดไปคือ ลำดับ เพราะคำตอบที่ดีขึ้นกับว่าตอนนี้คุณอยู่ขั้นไหน

สามคำถามก่อนตัดสินใจ

  1. ตอนนี้มีเงินสำรองก้อนเล็กหรือยัง แม้จะไม่ถึงกองทุนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ
  2. หนี้ที่มีอยู่ดอกเบี้ยสูงแค่ไหน เทียบกับผลตอบแทนที่เงินออมแบบปลอดภัยน่าจะได้
  3. รายได้มั่นคงแค่ไหน งานประจำที่มั่นคงกับรายได้ขึ้นลงต้องการกันชนไม่เท่ากัน

ลำดับขั้นที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่

ลำดับนี้เป็นแนวทางทั่วไป ปรับได้ตามสถานการณ์ของแต่ละคน

ขั้นที่ 1 จ่ายขั้นต่ำทุกก้อนให้ตรงเวลา ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ข้อนี้ห้ามพลาด เพราะค่าปรับและผลกระทบต่อประวัติเครดิตมีต้นทุนสูง

ขั้นที่ 2 สร้างเงินสำรองก้อนเริ่มต้น เช่น เท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็นราวครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน เงินก้อนนี้เป็นเกราะที่ทำให้แผนปลดหนี้ไม่พังเมื่อมีเรื่องไม่คาดคิด

ขั้นที่ 3 ทุ่มเงินส่วนเกินไปที่หนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้หมุนเวียน ช่วงนี้แทบทุกบาทที่เหลือควรไปที่หนี้ เพราะการลดหนี้ดอกเบี้ยสูงเหมือนได้ผลตอบแทนที่แน่นอนเท่ากับดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่าย

ขั้นที่ 4 ขยายเงินสำรองให้เต็มกองทุนฉุกเฉิน เมื่อหนี้ดอกเบี้ยสูงหมดแล้ว

ขั้นที่ 5 แบ่งเงินระหว่างหนี้ดอกเบี้ยต่ำกับเป้าหมายระยะยาว หนี้ดอกเบี้ยต่ำที่มีกำหนดผ่อนชัดเจน เช่น สินเชื่อบ้าน อาจไม่จำเป็นต้องเร่งโปะทั้งหมด การแบ่งเงินบางส่วนไปสร้างเงินออมและการลงทุนระยะยาวอาจเหมาะสมกว่า ขึ้นกับความสบายใจและเงื่อนไขของแต่ละคน

ตัวอย่าง: เงินเหลือเดือนละ 6,000 บาท

"มายด์" มีเงินเหลือหลังจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นและขั้นต่ำทุกก้อนแล้วเดือนละ 6,000 บาท มีหนี้บัตรเครดิต 40,000 บาท และยังไม่มีเงินสำรองเลย ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนราว 16,000 บาท

  • ช่วงที่ 1 (เดือนที่ 1–3) แบ่งออม 4,000 บาท โปะบัตร 2,000 บาท ครบสามเดือนมีเงินสำรอง 12,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงค่าใช้จ่ายราวสามสัปดาห์
  • ช่วงที่ 2 (เดือนที่ 4 เป็นต้นไป) กลับสัดส่วน โปะบัตร 5,000 บาท ออม 1,000 บาท เพื่อให้เงินสำรองยังค่อย ๆ โตอยู่
  • เมื่อบัตรหมด เงิน 6,000 บาทเต็มจะไหลไปเติมกองทุนฉุกเฉินจนครบเป้า แล้วค่อยขยับไปเป้าหมายอื่น

ถ้าระหว่างทางมายด์มีค่าซ่อมรถ 5,000 บาท เธอจ่ายจากเงินสำรองได้ทันที ไม่ต้องรูดบัตรเพิ่ม แผนปลดหนี้เดินต่อได้โดยไม่สะดุด

กรณีพิเศษที่ควรปรับลำดับ

  • รายได้ไม่แน่นอนหรืองานไม่มั่นคง ให้น้ำหนักกับเงินสำรองมากขึ้นในขั้นที่ 2
  • มีหนี้นอกระบบหรือหนี้ที่มีการทวงถามคุกคาม ให้จัดการเป็นอันดับแรก ๆ และขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ที่ทำงานมีโครงการออมที่นายจ้างสมทบเพิ่ม ลองศึกษาเงื่อนไข เพราะการได้เงินสมทบเป็นประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม แม้อยู่ระหว่างปลดหนี้

คำนวณให้เห็นภาพ

ถ้ายังลังเล ลองเทียบง่าย ๆ ว่าเงิน 1,000 บาทที่วางไว้แต่ละที่จะให้ผลอย่างไรในหนึ่งปี ถ้าไปโปะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง คุณจะประหยัดดอกเบี้ยตามอัตราของหนี้ก้อนนั้น ถ้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝาก คุณจะได้ดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝาก ส่วนต่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือราคาของการเก็บเงินสำรองไว้ ซึ่งคุ้มค่าจนถึงระดับหนึ่ง เพราะช่วยกันไม่ให้ต้องก่อหนี้ใหม่ แต่เมื่อเงินสำรองมีพอแล้ว เงินส่วนที่เกินควรไปทำงานที่ให้ผลคุ้มค่ากว่า

ทางสายกลางที่ดีที่สุด

ความผิดพลาดที่พบบ่อยไม่ใช่การเลือกผิดฝั่ง แต่คือการสลับไปมาทุกเดือนตามอารมณ์ เดือนนี้โปะหนี้ เดือนหน้าหยุดทุกอย่าง การมีลำดับชัดเจนแล้วทำตามต่อเนื่องสำคัญกว่าการหาสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ และทุกครั้งที่ผ่านขั้นหนึ่งไปได้ ให้ฉลองเล็ก ๆ เพราะคุณกำลังเปลี่ยนเงินที่เคยไหลออกไปเป็นดอกเบี้ย ให้กลายเป็นเงินที่ทำงานให้ตัวเอง

เริ่มใช้กับ FinFun

ใช้ แผนการเงิน แบ่งเงินส่วนเกินแต่ละเดือนเป็นกลุ่มหนี้และกลุ่มออมตามสัดส่วนที่ตั้งไว้ จากนั้นบันทึกการโปะหนี้ในหน้า หนี้สิน และฝากเงินสำรองในภารกิจที่ติ๊กเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้เห็นทั้งสองฝั่งเดินไปพร้อมกัน